แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ yspan แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ yspan แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

เป็นหวัด น้ำมูกไหล หรือ ภูมิแพ้ กันแน่?

รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) กับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) อาจมีอาการคล้ายกัน 

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) ทำให้ผู้ป่วยมีไข้  อ่อนเพลีย  ปวดหรือมึนศีรษะ  คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส หรือขุ่น)   สาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้ภูมิต้านทานน้อยลง และมีการติดเชื้อไวรัสตามมาได้แก่ เครียด  นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ   ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ   การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ  ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และเหมาะสม 
โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการจาม  คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป
อาการดังกล่าว มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น)  เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ต้องมีเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการนำมาก่อน เช่น
- ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ
- ของฉุน, ฝุ่น,  ควัน,  อากาศที่เปลี่ยนแปลง
และอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองหลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับประทานยาแก้แพ้    ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ [เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้, โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคอะโทปี (atopic diseases or atopy)] ในสมัยเด็ก หรือในปัจจุบัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย  นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆดังกล่าว เนื่องจากโรคภูมิแพ้ดังกล่าวมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้
                              ตารางข้างล่างอาจพอช่วยแยก 2 โรคนี้ออกจากกันได้

เป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้ YSPAN ช่วยได้ ค่ะ 

วันนี้. อยากแบ่งปันจังเลย หลังจาก แฟนแจง เพิ่งตัดสินใจทาน yspan เมื่อ 5 วันที่แล้วคะ
เนื่องจากเค้าเป็นภูมิแพ้มีน้ำมูกตลอด ต้องใช้ยาพ่นจมูกประจำ เค้าถามว่า ‪#‎yspan‬ กินแล้วผลลัพธ์เป็นยังไง
แจงก็บอกไปคะว่า วันแรกๆๆ ผิวจะลื่นๆๆ เค้าก็ขำคะ เพราะถามเพื่อนในกลุ่มทุกคนก่อได้คำตอบเดียวกัน
และเค้าได้ลองทานมา 5 วัน เค้าเริ่มบอกแจงว่า ตอนนี้เค้ารู้สึกยังไง
1. ตื่นเช้ามาไม่ต้องพึ่งกาแฟ กระทิงแดง รู้สึกไม่ง่วง ไม่เพลีย กระปรี้กระเปร่าดี
2. น้ำมูก ภูมิแพ้ ที่เป็นมาหลายเดือน หายปลิดทิ้ง
3. ระบบขับถ่ายปกติดีขึ้น
และล่าสุด เมื่อคืน เค้าให้แจงจับผิว เพราะเค้ารู้สึกว่า ผิวลื่นขึ้นจริงๆๆๆ
Yspan เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆๆ จากคนที่ไม่เชื่อในผลิตภัณฑ์เท่าไหร่. ตอนนี้เค้าเชื่อมากขึ้นคะ


Yspan กับประสิทธิภาพสูงเทียบเท่าการทำเซลล์บำบัดมูลค่าเหยียบแสน

วิธีรับประทาน : ครั้งละ 2 เม็ด หลังอาหาร เช้า / เย็น ทันที
บรรจุ  1 เซ็ท มี 10 กระปุก ทานได้ 10 เดือน (1 กระปุก มี 120 แคปซูล)
ราคาปกติ 68,572 บาท ลดเหลือ 48,000 บาท

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับแจงได้เลยค่ะ
💬 Line: Goodshapebody (ตอบไวมาก)
📌ทางไลน์หรือกดลิ้งค์สีฟ้านี้ 
http://line.me/ti/p/QbClND153r

ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

โฮโมซีสเทอีน (ค่าการอักเสบชั้นลึก) คืออะไร

คุณรู้ไหม ...#โฮโมซีสเทอีน ตัวการร้ายก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต


ตัวชี้วัดโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ การตรวจเลือดหาระดับ Homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่ง ที่จะเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตัวใหม่ เรามาทำความรู้จักกับ Homocysteine กันครับ
Homocysteine เป็นกรดอะมิโนที่จะสร้างกรดอะมิโนตัวอื่นโดยอาศัย วิตามิน บี6  บี12 และกรดโฟลิก ถ้าขาดวิตามินดังกล่าว Homocysteine จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนตัวอื่น ทำให้มีสาร Homocysteine สูงในเลือด และจะทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการกระตุ้นการอุดตันของลิ่มเลือดตามมา

เรามาดูกันว่า Homocysteine ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ได้อย่างไร
Homocysteine เป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผนังด้านในของหลอดเลือดโดยตรง ดังนั้น ถ้ามี Homocysteine ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลานานติดต่อกัน  ผนังด้านในหลอดเลือดจะเริ่มขรุขระและเริ่มมีตะกรันไขมันมาสะสม ในที่สุดก็จะเกิดการอุดตันหรือตีบแคบลง  ซึ่งจะส่งผลเสียต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดที่มีขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด และหลอดเลือดสมอง  ส่งผลให้มีอาการ อัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้เร็วกว่าวัยอันควร

โดยปกติ ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีเรื่องของ อายุ, ความดันโลหิต, ระดับไขมันดี น้อย, การสูบบุหรี่ หรือ มีประวัติญาติสายตรงที่เป็นโรคนี้  แต่ปัจจุบันเราพบอีกปัจจัยความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายการที่ว่าข้างต้นเลยคือระดับสาร Homocystein ที่สูง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ Homocysteine ในเลือดสูงนี้นอกจากจะเกิดจากการขาดวิตามินบี 6 บี 12 และ กรดโฟลิก แล้ว ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น กรรมพันธุ์, ร่างกายได้รับ เมทิโอนีน (จากเนื้อสัตว์ ไข่ นม ชีส) มากเกินไป, การขาดการออกกำลังกาย, การเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคไต โรคตับ เบาหวาน มะเร็ง และการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาลดกรด และการได้รับสารกระตุ้นเช่นแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่

เมื่อทำการตรวจเลือดแล้วพบว่ามีระดับสาร Homocysteine สูงในเลือด สามารถลดระดับและป้องกันด้วยการเสริม วิตามิน บี6  บี12 กรดโฟลิก หรือ หากไม่ชอบอาหารเสริม ก็ควรรับประทานจากแหล่งธรรมชาติ สำหรับวิตามินบี 6ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ปลา ข้าวซ้อมมือ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว กล้วยหอม ธัญพืช ผักและผลไม้ต่างๆ  วิตามินบี.12 พบมากในเนื้อหมู ปลา ชีส นม และ ผลิตภัณฑ์จากนม ส่วน กรดโฟลิก พบมากในผักสีเขียวทุกชนิด ผลไม้พวกส้ม มะเขือเทศ และอาหารประเภทถั่วครับ

ESR คืออะไร


Erythrocyte sedimentation rate (ESR)
คืออัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงใน 1 ชั่วโมง เป็นการตรวจที่บ่งบอกว่ามีการอักเสบ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุของการอักเสบ การรายงานจะเป็น mm/h เชื่อว่าเมื่อมีการอักเสบจะมีการสร้าง fibrinogen ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะติดกันทำให้ตกตะกอนได้เร็ว ค่า ESR เป็นการแสดงค่าไม่จำเพาะสำหรับสาเหตุการเกิดโรคและอวัยวะ
ค่าปกติ
ผู้ใหญ่
ผู้ชายอายุน้อยกว่า 50 ปีน้อยกว่า 15 mm/hr
ผู้ชายอายุมากกว่า 50 ปีมีค่าน้อยกว่า 20 mm/hr
ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 50 ปีค่าน้อยกว่า 20 mm/hr
ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปีค่าน้อยกว่า 30 mm/hr
เด็ก
ทารก 0 to 2 mm/hrเด็กถึงวัยรุ่น 3- 13 mm/hr
ค่า ESR เพิ่มขึ้นพบในภาวะ
มีการอักเสบคนตั้งครรภ์โรครูมาตอยด์ temporal arteritispolymyalgia rheumatica.AnemiaCancers such as lymphoma or multiple myelomaKidney diseasePregnancyThyroid diseaseLupusRheumatoid arthritis in adults or children
ค่า ESR ที่มีค่าสูงมาก
Allergic vasculitisGiant cell arteritisHyperfibrinogenemiaMacroglobulinemiaNecrotizing vasculitisPolymyalgia rheumatica
ค่า ESR สูงสาเหตุจากการติดเชื้อ
Body-wide (systemic) infectionการติดเชื้อที่กระดูกการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจโรค Rheumatic feverการติดเชื้อที่ผิวหนังวัณโรค
ค่า ESR ลดลงพบในภาวะ
หัวใจวายโรคตับpolycythemiasickle cell anemiahereditary spherocytosis
เมื่อไรแพทย์จึงจะส่งตรวจ
แพทย์จะสั่งให้ตรวจ ESR ในกรณีที่สงสัยว่าจะมีการอักเสบ inflammation ในร่างกายซึ่งมีโรคหลายโรคที่ใช้การตรวจนี้วินิจฉัยโรค ยกตัวอย่างโรค เช่น ข้ออักเสบ temporal arteritis เป็นต้น นอกจากนั้นแพทย์ยังใช้ค่า ESR ในการติดตามการรักษา

CRP คืออะไร

CRP จะถูกสร้างขึ้นเมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบ หรือการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อคล้ายกับการตรวจ ESR 

โดย CRP จะเพิ่มอย่างรวดเร็วภายใน 6 – 10 ชั่วโมง และขึ้นสูงสุดใน 24 – 72 ชั่วโมง และลดลงสู่ระดับปกติใน 1 – 2 สัปดาห์

การตรวจ CRP มีข้อดีกว่า ESR คือ

CRP จะให้ผลบวกก่อน ESR และผลกลับมาปกติขณะที่ ESR ยังสูงอยู่ค่า CRPไม่เปลี่ยนแปลงในภาวะซีด ระดับโกลบูลินในเลือดสูง (hyperglobulinemia) การตั้งครรภ์ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศชายและหญิงขณะที่ ESR เปลี่ยนแปลงในภาวะดังกล่าว

วิธีเดิมที่ใช้กันทั่วไป ในห้อง LAB จะวัดค่า serum CRP ได้ในช่วง 10-1000mg/L แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาการวัดแบบความไวสูง หรือที่เรียกว่า hs-CRP (high sensitivity CRP) ซึ่งสามารถวัดค่า CRPได้ต่ำถึง 0.3mg/L

แพทย์จะสั่งตรวจเมื่อไร

แพทย์จะสั่งตรวจเมื่อสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ เช่นการติดเชื้อแบคทีเรีย  bacterial infection ภาวะโลหิตเป็นพิษ การติดเชื้อรา ช่องเชิงกรานอักเสบ Pelvic inflammatory disease (PID)ช่วยในการวินิจฉัยโรคหัวใจอักเสบรูมาติก Rheumatic feverใช้ค้นหาว่ามีการอักเสบในร่างกายหรือไม่ และใช้ติดตามการรักษาเช่นโรคข้ออักเสบrheumatoid arthritisInflammatory bowel diseaseข้ออักเสบโรคแพ้ภูมิตัวเอง Autoimmune diseases เช่น lupus ใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ (hsCRP)

การเตรียมตัวในการตัว

ไม่ต้องเตรียม

วิธีการตรวจ

การเจาะเลือดประมาณ 5 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดเลือดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็ง และควรจะนำส่งห้องตรวจภายใน 1 ชั่วโมง

ค่าปกติ

C-reactive protein (CRP) ค่าปกติ

น้อยกว่า 1.0 milligram per deciliter (mg/dL) หรือน้อยกว่า 10 milligrams per liter (mg/L)

การแปลผล

หากค่า CRP สูงอาจจะมีภาวะหรือโรคดังต่อไปนี้(แค่ตัวอย่าง มีโรคหรือภาวะที่ทำให้ค่า CRPเพิ่ม)

มะเร็ง CancerConnective tissue diseaseโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด Heart attackInfectionInflammatory bowel disease (IBD)SLEปอดบวม Pneumococcal pneumoniaข้ออักเสบ Rheumatoid arthritisโรคหัวใจ Rheumatic feverโรควัณโรคTuberculosis

ปัจจัยที่มีผลต่อการตรวจได้แก่

หลังออกกำลังกายใหม่ๆกำลังมีการติดเชื้อใส่ห่วงคุมกำเนิดกำลังตั้งครรภ์หากคุณอ้วน

การตรวจ High-sensitivity C-reactive protein (hs-CRP)

เป็นการตรวจหาปริมาณ CRP ที่มีความไวแม้ว่าจะมีปริมาณ CRP ในเลือดในปริมาณที่ต่ำ การตรวจนี้จะเป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่สูบบุหรี่

#High-sensitivity C-reactive protein (hs-CRP) level 1

ค่าปกติ >> น้อยกว่า 0.1 mg/dL or less than 1 mg/L

#ค่า hs-CRP level และความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

ความเสี่ยงต่ำ >> น้อยกว่า 1.0 mg/L

ความเสี่ยงเหมือนคนทั่วไป >> 1.0 ถึง 3.0 mg/L

ความเสี่ยงสูง >> มากกว่า 3.0 mg/L

สำหรับท่านที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจท่านต้องควบคุมความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และปรึกษาแพทย์

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

"ทำไมเราต้องทานอาหารเสริม"

สวัสดีคะ...วันนี้แจงจะมาให้ข้อมูลนะคะ ว่าทำไมเราถึงควรทานอาหารเสริม เเละเราควรเลือกอาหารเสริมยังไง

แจงว่า คุณคงรู้สึกได้ใช่มั้ยคะว่าในวันนี้  วิถีชีวิตเราเปลี่ยนเเปลงไปจากเมื่อก่อนมากเเค่ไหน???

มลภาวะก็มากขึ้น  ชีวิตก็เร่งรีบขึ้น  ความเครียดก็มีมากขึ้น ..... เเละอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งคุณทราบไหมคะ ว่าความเครียดที่มากขึ้นนั้น ส่งผลกระทบถึงระดับเซลล์เลยทีเดียว

จริงๆเเล้วมีการศึกษาเเละวิจัยว่ามนุษย์เราสามารถมีอายุยืนได้ถึง125ปี... 
เเต่ที่ทำไมอายุเฉลี่ยจริงๆกลับน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก  สาเหตุก็มาจากการใช้ชีวิตของเเต่ละคนนั่นเองคะ

แจงเชื่อว่าทุกคนควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะทั้งร่างกายเเละจิตใจก็ต้องดีไปพร้อมกัน เเต่ผมถามว่าวันนี้ร่างกายของท่านอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดเเล้วรึยัง? ถามว่าร่างกายของคุณได้รับสารอาหารเพียงพอในเเต่ละวันรึเปล่า? สมมุติมีเพื่อนคุณสูบบุหรี่ คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ (บุหรี่มีสารpolyaromatic hydrocarbon ซึ่งถ้าได้รับควันเข้าไปจะมีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอด เเม้ไม่ได้สูบเองก็ตาม)

ร่างกายเราเปรียบเสมือนรถยนต์คะ  ถ้าไม่ได้รับน้ำมันหล่อลื่นเข้าไป มันก็จะฝืดได้  อาหารเสริมเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นคะ ที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ฟิตปั๋งเป็นปกติ  เเละนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราควรต้องทานอาหารเสริมนั่นเองคะ

อ้าว...เเล้วเราจะเลือกอาหารเสริมยังไงดี???

ใช่เเล้วคะ...อาหารเสริมมีมากมายหลากหลายยี่ห้อมากไปหมด มีทั้งดีมั่งไม่ดีมั่งปะปนกัน การที่เราจะเลือกอาหารเสริมเราจึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการเลือก  ผมมีหลักเกณฑ์มาเเนะนำทุกท่านดังนี้คะ

-อาหารเสริมจะต้องประกอบจากวิตามิน เกลือเเร่ เเละสารที่สกัดจากพืช สำหรับท่านที่สงสัยว่าสารสกัดจากพืชคืออะไร  สารสกัดจากพืช หรือ ไฟโตรนิวเทรียนท์ (phytonutrient) จะเป็นสารที่สกัดมาจากพืชเเละมีคุณสมบัติเป็น antioxidant ช่วยต่อต้านมะเร็งคะ ตัวอย่างเช่น Lycopene ในมะเขือเทศนั่นเองคะ


-อาหารเสริมที่ท่านเลือกจะต้องให้ในสิ่งที่ท่านอยากได้ เช่นถ้าท่านมีปัญหาเรื่องกระดูกก็ควรเลือกทาน calcium เเต่ทั้งนี้ต้องมีวิตามินD ผสมด้วยเพราะร่างกายเราจะดูดซึมไม่ได้ถ้าไม่มีวิตามินD คะ เเละยังต้องให้ในปริมาณที่เหมาะสม เเละสมดุลกัน เสมือนกับว่าเราทานผักหลายๆชนิด ไม่ได้ทานเเค่ชนิดเดียว


-ควรเลือกอาหารเสริมที่เป็น multivitamin คือมีวิตามินเเละเกลือเเร่หลายตัวรวมกัน เพราะวิตามินเเละเกลือเเร่ จริงๆเเล้วมีบทบาทเป็นตัวช่วยในกระบวนการสลายอาหารในระดับเซลล์คะ ซึ่งจะต้องใช้ทุกตัวทำงานช่วยกัน ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งก็จะมีผลกระทบต่อร่างกายได้ เช่นขาดวิตามินC เป็นโรคลักปิดลักเปิด  ขาดวิตามินD เป็นโรคกระดูกพรุน เป็นต้น


-มีมาตรฐานการผลิต มีการรับประกัน เเละมีอย.รับรอง เพราะบางยี่ห้ออาจหลอกลวงเราได้ เช่นหน้ากล่องบอกมีวิตามินซี 300 mg เเต่่จริงๆข้างในมีเเค่ 100 mg อย่างนี้ถือว่าหลอกลวงคะ ซึ่งอาหารเสริมที่มีการรับรองจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าร่างกายเรามีการดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์จริงๆ


-รูปเเบบ package ถูกออกเเบบมาให้ใช้งานง่าย สะดวก เช่นเป็นเม็ดก็อยู่ในซองเเบบฉีกเเล้วกินได้เลย ไม่ต้องไปผสมนู่นนี่ให้วุ่นวาย

เเละตอนนี้ ผมได้ทานอาหารเสริมตัวนึงอยู่ซึ่งผ่านเกณฑ์ในการเลือกอาหารเสริมทุกข้อ คุณสามารถ คลิ๊กที่นี่ เพื่อดูว่าอาหารเสริมที่แจงทาน...ที่แจงเเนะนำ คืออาหารเสริมอะไรคะ ^o^

สุดท้าย...ใครมีความเห็นอะไรจะเเบ่งปันเกี่ยวกับเรื่องอาหารเสริม ก็ comment ความเห็นอันมีค่าของคุณไว้ได้เลยนะคะ แจงยินดีเป็นอย่างยิ่งคะ ^