แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

โฮโมซีสเทอีน (ค่าการอักเสบชั้นลึก) คืออะไร

คุณรู้ไหม ...#โฮโมซีสเทอีน ตัวการร้ายก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต


ตัวชี้วัดโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ การตรวจเลือดหาระดับ Homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่ง ที่จะเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตัวใหม่ เรามาทำความรู้จักกับ Homocysteine กันครับ
Homocysteine เป็นกรดอะมิโนที่จะสร้างกรดอะมิโนตัวอื่นโดยอาศัย วิตามิน บี6  บี12 และกรดโฟลิก ถ้าขาดวิตามินดังกล่าว Homocysteine จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนตัวอื่น ทำให้มีสาร Homocysteine สูงในเลือด และจะทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการกระตุ้นการอุดตันของลิ่มเลือดตามมา

เรามาดูกันว่า Homocysteine ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ได้อย่างไร
Homocysteine เป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผนังด้านในของหลอดเลือดโดยตรง ดังนั้น ถ้ามี Homocysteine ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลานานติดต่อกัน  ผนังด้านในหลอดเลือดจะเริ่มขรุขระและเริ่มมีตะกรันไขมันมาสะสม ในที่สุดก็จะเกิดการอุดตันหรือตีบแคบลง  ซึ่งจะส่งผลเสียต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดที่มีขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด และหลอดเลือดสมอง  ส่งผลให้มีอาการ อัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้เร็วกว่าวัยอันควร

โดยปกติ ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีเรื่องของ อายุ, ความดันโลหิต, ระดับไขมันดี น้อย, การสูบบุหรี่ หรือ มีประวัติญาติสายตรงที่เป็นโรคนี้  แต่ปัจจุบันเราพบอีกปัจจัยความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายการที่ว่าข้างต้นเลยคือระดับสาร Homocystein ที่สูง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ Homocysteine ในเลือดสูงนี้นอกจากจะเกิดจากการขาดวิตามินบี 6 บี 12 และ กรดโฟลิก แล้ว ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น กรรมพันธุ์, ร่างกายได้รับ เมทิโอนีน (จากเนื้อสัตว์ ไข่ นม ชีส) มากเกินไป, การขาดการออกกำลังกาย, การเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคไต โรคตับ เบาหวาน มะเร็ง และการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาลดกรด และการได้รับสารกระตุ้นเช่นแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่

เมื่อทำการตรวจเลือดแล้วพบว่ามีระดับสาร Homocysteine สูงในเลือด สามารถลดระดับและป้องกันด้วยการเสริม วิตามิน บี6  บี12 กรดโฟลิก หรือ หากไม่ชอบอาหารเสริม ก็ควรรับประทานจากแหล่งธรรมชาติ สำหรับวิตามินบี 6ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ปลา ข้าวซ้อมมือ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว กล้วยหอม ธัญพืช ผักและผลไม้ต่างๆ  วิตามินบี.12 พบมากในเนื้อหมู ปลา ชีส นม และ ผลิตภัณฑ์จากนม ส่วน กรดโฟลิก พบมากในผักสีเขียวทุกชนิด ผลไม้พวกส้ม มะเขือเทศ และอาหารประเภทถั่วครับ

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

การตรวจภาวะการอักเสบ

การตรวจภาวะการอักเสบ
วิธีการประเมินภาวะการอักเสบในร่างกาย ส่วนใหญ่เราจะอาศัยการวัดตัวชี้ระดับการอักเสบในเลือด (Inflammatory Marker) โดยมีหลายตัวชี้วัด เช่น 

1. ESR (Erythrocyte sedimentation rate) เมื่อมีการอักเสบในร่างกาย ตับจะเกิดปฏิกิริยาโดยการสร้างสารโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาในเลือดมากขึ้น สารโปรตีนนี้จะมีผลทำให้เม็ดเลือดแดงเกิดการเกาะติดกันได้ง่าย 

ค่าของ ESR ก็คือระยะทางเป็นมิลลิเมตรที่เม็ดเลือดแดงตกตะกอนลงมาอยู่ที่ก้นหลอดแก้วในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งค่าของ ESR สูงก็ยิ่งแสดงว่ามีการอักเสบมาก จากหลักการดังกล่าว ESR จึงใช้วัดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในเลือด และใช้วัดภาวะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้อย่างคร่าวๆ 

แพทย์ มักใช้ค่า ESR ในการติดตามผลการรักษา ว่าดีขึ้นหรือไม่ ค่า ESR มีการแปรผันมาก ค่าจะเปลี่ยนแปรไปตามอายุ เพศ ยาที่ใช้ และโรคประจำตัวที่เป็นอยู่



2. CRP (C-Reactive Protein) เป็นโปรตีนตอบสนองในระยะเฉียบพลัน (acute phase reactant protein) อย่างหนึ่ง ซึ่งสร้างจากเซลล์ตับ สารชนิดนี้มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดโรคเส้นเลือดแข็งตัว(atherosclerosis) ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจกำเริบ และการมีอาการของโรคหัวใจครั้งแรก CRP จะถูกสร้างขึ้นเมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบ หรือการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อคล้ายกับการตรวจอัตราการตกของเม็ดเลือดแดงหรืออีเอสอาร์ ESR โดย CRP จะเพิ่มอย่างรวดเร็วภายใน 6 – 10 ชั่วโมง และขึ้นสูงสุดใน 24 – 72 ชั่วโมง และลดลงสู่ระดับปกติใน 1 – 2 สัปดาห์ การตรวจ CRP มีข้อดีกว่า ESR คือ CRP จะให้ผลบวกก่อน ESR และผลกลับมาปกติขณะที่ ESR ยังสูงอยู่ และไม่เปลี่ยนแปลงในภาวะซีด ระดับโกลบูลินในเลือดสูง (hyperglobulinemia) การตั้งครรภ์ และไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศชายและหญิง ขณะที่ ESR เปลี่ยนแปลงในภาวะดังกล่าว วิธีเดิมที่ใช้กันทั่วไป ในห้อง LAB จะวัดค่า serum CRP ได้ในช่วง 10-1000mg/L แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาการวัดแบบความไวสูง หรือที่เรียกว่า hs-CRP (high sensitivity CRP) ซึ่งสามารถวัดค่า CRPได้ต่ำถึง 0.3mg/L ซึ่งมีประโยชน์ในการนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ค่า hs-CRP ควรจะต่ำกว่า 1.0 จึงจะถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ หากค่าอยู่ที่ 1-3 จะมีความเสี่ยงปานกลาง และถ้าค่า hs-CRP สูงกว่า 3 ถือเป็นความเสี่ยงสูง

3. สารจำพวก Interleukin เช่น Interleukin-6 สารตัวนี้หลั่งออกมาจากเม็ดเลือดขาว เป็นการตอบสนองต่อภาวะการอักเสบ เราพบความเกี่ยวข้องระหว่างสารตัวนี้สูง กับโรคหลายโรค เช่น เบาหวาน เส้นเลือดตีบแข็ง ซึมเศร้า อัลไซเมอร์ โรคภูมิแพ้ตัวเอง รูมาตอยด์ โรคมะเร็ง เนื่องจากเราพบสารนี้สูงในภาวะที่มะเร็งลุกลามมากและกำลังกระจาย
Lp-PLA2 เป็นโมเลกุลที่มีความจำเพาะมากขึ้น ต่อภาวะการอักเสบของหลอดเลือด สร้างออกมาจากเม็ดเลือดขาวที่บริเวณเส้นเลือดที่อักเสบ โดยถือเป็นตัวชี้วัดแรกสำหรับวินิจฉัยภาวะพลาคไม่เสถียร ซึ่งมีการอักเสบเกิดขึ้นตลอดเวลา

4. ช่วยประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดหัวใจขาดเลือดได้ การประเมินความเสี่ยง โอกาสเกิดโรคหัวใจโดยอาศัยการตรวจเลือด จากการศึกษาเราพบว่าถ้าเราวัดระดับไขมันโคเลสเตอรอลรวม หรือค่าไขมันไม่ดี LDLเพื่อใช้ประเมินเพียงอย่างเดียว มีค่าพยากรณ์โรคอยู่ที่ประมาณ 2 ความหมายคือ ถ้าใครมีไขมันสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่า ถ้าใช้อัตราส่วนระหว่างไขมันโคเลสเตอรอลรวมต่อไขมันดี HDL(ค่าในอุดมคติไม่เกิน 3.5) หากสูงจะพยากรณ์ความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 3 อย่างไรก็ตามหากใช้ตัวชี้วัดการอักเสบคือโปรตีน CRP ชนิดไวสูง (high-sensitivity CRP) มีค่าการพยากรณ์โรคอยู่ที่ 4 ซึ่งค่านี้เพียงค่าเดียวก็พยากรณ์โรคได้ดีกว่าค่าไขมันเสียอีก และหากใช้ค่า hs-CRP ร่วมกับอัตราส่วนไขมันโคเลสเตอรอล จะมีค่าการพยากรณ์โรคที่ 6 ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุด

การดูแลรักษาภาวะการอักเสบในร่างกาย

วิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรักษา ภาวะการอักเสบ ก็คือหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบ แล้วกำจัดสาเหตุนั้นออกไป หากว่าสาเหตุเกิดจากแบคทีเรียหรือไวรัส ชนิดซ่อนเร้น เราจะใช้การรักษาด้วย ออกซิเดชั่น เพื่อเพิ่มอนุมูลออกซิเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกำจัดไวรัสแบคทีเรียหรือเชื้อรา นอกจากนี้ อนุมูลออกซิเจนจากขบวนการออกซิเดชั่น ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบออกซิเดชั่นในร่างกาย และระบบสมดุลการกำจัดอนุมูลอิสระ ให้กลับมาเป็นปกติ
หากสาเหตุของการอักเสบ เกิดจากสารพิษสะสมตกค้าง สารพิษหลายชนิดเช่น ไดออกซิน ยาฆ่าแมลง ถูกกำจัดได้ด้วย ออกซิเดชั่น ส่วนสารพิษโลหะหนัก ใช้การบำบัดคีเลชั่น
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดความเครียด การออกกำลังกายแบบแอโรบิค การหลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ ทั้งจากอาหาร จากน้ำ จากวิธีการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันและความร้อนสูงตลอดจนวิธีปิ้งย่าง ซึ่งก่อให้เกิดสารพิษมาก

ข้อมูลจาก : http://www.absolute-health.org/thai/article-th-040.htm

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

"ทำไมเราต้องทานอาหารเสริม"

สวัสดีคะ...วันนี้แจงจะมาให้ข้อมูลนะคะ ว่าทำไมเราถึงควรทานอาหารเสริม เเละเราควรเลือกอาหารเสริมยังไง

แจงว่า คุณคงรู้สึกได้ใช่มั้ยคะว่าในวันนี้  วิถีชีวิตเราเปลี่ยนเเปลงไปจากเมื่อก่อนมากเเค่ไหน???

มลภาวะก็มากขึ้น  ชีวิตก็เร่งรีบขึ้น  ความเครียดก็มีมากขึ้น ..... เเละอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งคุณทราบไหมคะ ว่าความเครียดที่มากขึ้นนั้น ส่งผลกระทบถึงระดับเซลล์เลยทีเดียว

จริงๆเเล้วมีการศึกษาเเละวิจัยว่ามนุษย์เราสามารถมีอายุยืนได้ถึง125ปี... 
เเต่ที่ทำไมอายุเฉลี่ยจริงๆกลับน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก  สาเหตุก็มาจากการใช้ชีวิตของเเต่ละคนนั่นเองคะ

แจงเชื่อว่าทุกคนควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะทั้งร่างกายเเละจิตใจก็ต้องดีไปพร้อมกัน เเต่ผมถามว่าวันนี้ร่างกายของท่านอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดเเล้วรึยัง? ถามว่าร่างกายของคุณได้รับสารอาหารเพียงพอในเเต่ละวันรึเปล่า? สมมุติมีเพื่อนคุณสูบบุหรี่ คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ (บุหรี่มีสารpolyaromatic hydrocarbon ซึ่งถ้าได้รับควันเข้าไปจะมีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอด เเม้ไม่ได้สูบเองก็ตาม)

ร่างกายเราเปรียบเสมือนรถยนต์คะ  ถ้าไม่ได้รับน้ำมันหล่อลื่นเข้าไป มันก็จะฝืดได้  อาหารเสริมเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นคะ ที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ฟิตปั๋งเป็นปกติ  เเละนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราควรต้องทานอาหารเสริมนั่นเองคะ

อ้าว...เเล้วเราจะเลือกอาหารเสริมยังไงดี???

ใช่เเล้วคะ...อาหารเสริมมีมากมายหลากหลายยี่ห้อมากไปหมด มีทั้งดีมั่งไม่ดีมั่งปะปนกัน การที่เราจะเลือกอาหารเสริมเราจึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการเลือก  ผมมีหลักเกณฑ์มาเเนะนำทุกท่านดังนี้คะ

-อาหารเสริมจะต้องประกอบจากวิตามิน เกลือเเร่ เเละสารที่สกัดจากพืช สำหรับท่านที่สงสัยว่าสารสกัดจากพืชคืออะไร  สารสกัดจากพืช หรือ ไฟโตรนิวเทรียนท์ (phytonutrient) จะเป็นสารที่สกัดมาจากพืชเเละมีคุณสมบัติเป็น antioxidant ช่วยต่อต้านมะเร็งคะ ตัวอย่างเช่น Lycopene ในมะเขือเทศนั่นเองคะ


-อาหารเสริมที่ท่านเลือกจะต้องให้ในสิ่งที่ท่านอยากได้ เช่นถ้าท่านมีปัญหาเรื่องกระดูกก็ควรเลือกทาน calcium เเต่ทั้งนี้ต้องมีวิตามินD ผสมด้วยเพราะร่างกายเราจะดูดซึมไม่ได้ถ้าไม่มีวิตามินD คะ เเละยังต้องให้ในปริมาณที่เหมาะสม เเละสมดุลกัน เสมือนกับว่าเราทานผักหลายๆชนิด ไม่ได้ทานเเค่ชนิดเดียว


-ควรเลือกอาหารเสริมที่เป็น multivitamin คือมีวิตามินเเละเกลือเเร่หลายตัวรวมกัน เพราะวิตามินเเละเกลือเเร่ จริงๆเเล้วมีบทบาทเป็นตัวช่วยในกระบวนการสลายอาหารในระดับเซลล์คะ ซึ่งจะต้องใช้ทุกตัวทำงานช่วยกัน ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งก็จะมีผลกระทบต่อร่างกายได้ เช่นขาดวิตามินC เป็นโรคลักปิดลักเปิด  ขาดวิตามินD เป็นโรคกระดูกพรุน เป็นต้น


-มีมาตรฐานการผลิต มีการรับประกัน เเละมีอย.รับรอง เพราะบางยี่ห้ออาจหลอกลวงเราได้ เช่นหน้ากล่องบอกมีวิตามินซี 300 mg เเต่่จริงๆข้างในมีเเค่ 100 mg อย่างนี้ถือว่าหลอกลวงคะ ซึ่งอาหารเสริมที่มีการรับรองจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าร่างกายเรามีการดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์จริงๆ


-รูปเเบบ package ถูกออกเเบบมาให้ใช้งานง่าย สะดวก เช่นเป็นเม็ดก็อยู่ในซองเเบบฉีกเเล้วกินได้เลย ไม่ต้องไปผสมนู่นนี่ให้วุ่นวาย

เเละตอนนี้ ผมได้ทานอาหารเสริมตัวนึงอยู่ซึ่งผ่านเกณฑ์ในการเลือกอาหารเสริมทุกข้อ คุณสามารถ คลิ๊กที่นี่ เพื่อดูว่าอาหารเสริมที่แจงทาน...ที่แจงเเนะนำ คืออาหารเสริมอะไรคะ ^o^

สุดท้าย...ใครมีความเห็นอะไรจะเเบ่งปันเกี่ยวกับเรื่องอาหารเสริม ก็ comment ความเห็นอันมีค่าของคุณไว้ได้เลยนะคะ แจงยินดีเป็นอย่างยิ่งคะ ^