แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค่าการอักเสบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค่าการอักเสบ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

เป็นหวัด น้ำมูกไหล หรือ ภูมิแพ้ กันแน่?

รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) กับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) อาจมีอาการคล้ายกัน 

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) ทำให้ผู้ป่วยมีไข้  อ่อนเพลีย  ปวดหรือมึนศีรษะ  คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส หรือขุ่น)   สาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้ภูมิต้านทานน้อยลง และมีการติดเชื้อไวรัสตามมาได้แก่ เครียด  นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ   ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ   การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ  ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และเหมาะสม 
โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการจาม  คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป
อาการดังกล่าว มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น)  เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ต้องมีเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการนำมาก่อน เช่น
- ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ
- ของฉุน, ฝุ่น,  ควัน,  อากาศที่เปลี่ยนแปลง
และอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองหลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับประทานยาแก้แพ้    ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ [เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้, โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคอะโทปี (atopic diseases or atopy)] ในสมัยเด็ก หรือในปัจจุบัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย  นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆดังกล่าว เนื่องจากโรคภูมิแพ้ดังกล่าวมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้
                              ตารางข้างล่างอาจพอช่วยแยก 2 โรคนี้ออกจากกันได้

เป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้ YSPAN ช่วยได้ ค่ะ 

วันนี้. อยากแบ่งปันจังเลย หลังจาก แฟนแจง เพิ่งตัดสินใจทาน yspan เมื่อ 5 วันที่แล้วคะ
เนื่องจากเค้าเป็นภูมิแพ้มีน้ำมูกตลอด ต้องใช้ยาพ่นจมูกประจำ เค้าถามว่า ‪#‎yspan‬ กินแล้วผลลัพธ์เป็นยังไง
แจงก็บอกไปคะว่า วันแรกๆๆ ผิวจะลื่นๆๆ เค้าก็ขำคะ เพราะถามเพื่อนในกลุ่มทุกคนก่อได้คำตอบเดียวกัน
และเค้าได้ลองทานมา 5 วัน เค้าเริ่มบอกแจงว่า ตอนนี้เค้ารู้สึกยังไง
1. ตื่นเช้ามาไม่ต้องพึ่งกาแฟ กระทิงแดง รู้สึกไม่ง่วง ไม่เพลีย กระปรี้กระเปร่าดี
2. น้ำมูก ภูมิแพ้ ที่เป็นมาหลายเดือน หายปลิดทิ้ง
3. ระบบขับถ่ายปกติดีขึ้น
และล่าสุด เมื่อคืน เค้าให้แจงจับผิว เพราะเค้ารู้สึกว่า ผิวลื่นขึ้นจริงๆๆๆ
Yspan เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆๆ จากคนที่ไม่เชื่อในผลิตภัณฑ์เท่าไหร่. ตอนนี้เค้าเชื่อมากขึ้นคะ


Yspan กับประสิทธิภาพสูงเทียบเท่าการทำเซลล์บำบัดมูลค่าเหยียบแสน

วิธีรับประทาน : ครั้งละ 2 เม็ด หลังอาหาร เช้า / เย็น ทันที
บรรจุ  1 เซ็ท มี 10 กระปุก ทานได้ 10 เดือน (1 กระปุก มี 120 แคปซูล)
ราคาปกติ 68,572 บาท ลดเหลือ 48,000 บาท

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับแจงได้เลยค่ะ
💬 Line: Goodshapebody (ตอบไวมาก)
📌ทางไลน์หรือกดลิ้งค์สีฟ้านี้ 
http://line.me/ti/p/QbClND153r

ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

โฮโมซีสเทอีน (ค่าการอักเสบชั้นลึก) คืออะไร

คุณรู้ไหม ...#โฮโมซีสเทอีน ตัวการร้ายก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต


ตัวชี้วัดโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ การตรวจเลือดหาระดับ Homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่ง ที่จะเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตัวใหม่ เรามาทำความรู้จักกับ Homocysteine กันครับ
Homocysteine เป็นกรดอะมิโนที่จะสร้างกรดอะมิโนตัวอื่นโดยอาศัย วิตามิน บี6  บี12 และกรดโฟลิก ถ้าขาดวิตามินดังกล่าว Homocysteine จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนตัวอื่น ทำให้มีสาร Homocysteine สูงในเลือด และจะทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการกระตุ้นการอุดตันของลิ่มเลือดตามมา

เรามาดูกันว่า Homocysteine ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ได้อย่างไร
Homocysteine เป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผนังด้านในของหลอดเลือดโดยตรง ดังนั้น ถ้ามี Homocysteine ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลานานติดต่อกัน  ผนังด้านในหลอดเลือดจะเริ่มขรุขระและเริ่มมีตะกรันไขมันมาสะสม ในที่สุดก็จะเกิดการอุดตันหรือตีบแคบลง  ซึ่งจะส่งผลเสียต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดที่มีขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด และหลอดเลือดสมอง  ส่งผลให้มีอาการ อัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้เร็วกว่าวัยอันควร

โดยปกติ ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีเรื่องของ อายุ, ความดันโลหิต, ระดับไขมันดี น้อย, การสูบบุหรี่ หรือ มีประวัติญาติสายตรงที่เป็นโรคนี้  แต่ปัจจุบันเราพบอีกปัจจัยความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายการที่ว่าข้างต้นเลยคือระดับสาร Homocystein ที่สูง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ Homocysteine ในเลือดสูงนี้นอกจากจะเกิดจากการขาดวิตามินบี 6 บี 12 และ กรดโฟลิก แล้ว ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น กรรมพันธุ์, ร่างกายได้รับ เมทิโอนีน (จากเนื้อสัตว์ ไข่ นม ชีส) มากเกินไป, การขาดการออกกำลังกาย, การเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคไต โรคตับ เบาหวาน มะเร็ง และการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาลดกรด และการได้รับสารกระตุ้นเช่นแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่

เมื่อทำการตรวจเลือดแล้วพบว่ามีระดับสาร Homocysteine สูงในเลือด สามารถลดระดับและป้องกันด้วยการเสริม วิตามิน บี6  บี12 กรดโฟลิก หรือ หากไม่ชอบอาหารเสริม ก็ควรรับประทานจากแหล่งธรรมชาติ สำหรับวิตามินบี 6ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ปลา ข้าวซ้อมมือ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว กล้วยหอม ธัญพืช ผักและผลไม้ต่างๆ  วิตามินบี.12 พบมากในเนื้อหมู ปลา ชีส นม และ ผลิตภัณฑ์จากนม ส่วน กรดโฟลิก พบมากในผักสีเขียวทุกชนิด ผลไม้พวกส้ม มะเขือเทศ และอาหารประเภทถั่วครับ

ESR คืออะไร


Erythrocyte sedimentation rate (ESR)
คืออัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงใน 1 ชั่วโมง เป็นการตรวจที่บ่งบอกว่ามีการอักเสบ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุของการอักเสบ การรายงานจะเป็น mm/h เชื่อว่าเมื่อมีการอักเสบจะมีการสร้าง fibrinogen ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะติดกันทำให้ตกตะกอนได้เร็ว ค่า ESR เป็นการแสดงค่าไม่จำเพาะสำหรับสาเหตุการเกิดโรคและอวัยวะ
ค่าปกติ
ผู้ใหญ่
ผู้ชายอายุน้อยกว่า 50 ปีน้อยกว่า 15 mm/hr
ผู้ชายอายุมากกว่า 50 ปีมีค่าน้อยกว่า 20 mm/hr
ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 50 ปีค่าน้อยกว่า 20 mm/hr
ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปีค่าน้อยกว่า 30 mm/hr
เด็ก
ทารก 0 to 2 mm/hrเด็กถึงวัยรุ่น 3- 13 mm/hr
ค่า ESR เพิ่มขึ้นพบในภาวะ
มีการอักเสบคนตั้งครรภ์โรครูมาตอยด์ temporal arteritispolymyalgia rheumatica.AnemiaCancers such as lymphoma or multiple myelomaKidney diseasePregnancyThyroid diseaseLupusRheumatoid arthritis in adults or children
ค่า ESR ที่มีค่าสูงมาก
Allergic vasculitisGiant cell arteritisHyperfibrinogenemiaMacroglobulinemiaNecrotizing vasculitisPolymyalgia rheumatica
ค่า ESR สูงสาเหตุจากการติดเชื้อ
Body-wide (systemic) infectionการติดเชื้อที่กระดูกการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจโรค Rheumatic feverการติดเชื้อที่ผิวหนังวัณโรค
ค่า ESR ลดลงพบในภาวะ
หัวใจวายโรคตับpolycythemiasickle cell anemiahereditary spherocytosis
เมื่อไรแพทย์จึงจะส่งตรวจ
แพทย์จะสั่งให้ตรวจ ESR ในกรณีที่สงสัยว่าจะมีการอักเสบ inflammation ในร่างกายซึ่งมีโรคหลายโรคที่ใช้การตรวจนี้วินิจฉัยโรค ยกตัวอย่างโรค เช่น ข้ออักเสบ temporal arteritis เป็นต้น นอกจากนั้นแพทย์ยังใช้ค่า ESR ในการติดตามการรักษา

CRP คืออะไร

CRP จะถูกสร้างขึ้นเมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบ หรือการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อคล้ายกับการตรวจ ESR 

โดย CRP จะเพิ่มอย่างรวดเร็วภายใน 6 – 10 ชั่วโมง และขึ้นสูงสุดใน 24 – 72 ชั่วโมง และลดลงสู่ระดับปกติใน 1 – 2 สัปดาห์

การตรวจ CRP มีข้อดีกว่า ESR คือ

CRP จะให้ผลบวกก่อน ESR และผลกลับมาปกติขณะที่ ESR ยังสูงอยู่ค่า CRPไม่เปลี่ยนแปลงในภาวะซีด ระดับโกลบูลินในเลือดสูง (hyperglobulinemia) การตั้งครรภ์ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศชายและหญิงขณะที่ ESR เปลี่ยนแปลงในภาวะดังกล่าว

วิธีเดิมที่ใช้กันทั่วไป ในห้อง LAB จะวัดค่า serum CRP ได้ในช่วง 10-1000mg/L แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาการวัดแบบความไวสูง หรือที่เรียกว่า hs-CRP (high sensitivity CRP) ซึ่งสามารถวัดค่า CRPได้ต่ำถึง 0.3mg/L

แพทย์จะสั่งตรวจเมื่อไร

แพทย์จะสั่งตรวจเมื่อสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ เช่นการติดเชื้อแบคทีเรีย  bacterial infection ภาวะโลหิตเป็นพิษ การติดเชื้อรา ช่องเชิงกรานอักเสบ Pelvic inflammatory disease (PID)ช่วยในการวินิจฉัยโรคหัวใจอักเสบรูมาติก Rheumatic feverใช้ค้นหาว่ามีการอักเสบในร่างกายหรือไม่ และใช้ติดตามการรักษาเช่นโรคข้ออักเสบrheumatoid arthritisInflammatory bowel diseaseข้ออักเสบโรคแพ้ภูมิตัวเอง Autoimmune diseases เช่น lupus ใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ (hsCRP)

การเตรียมตัวในการตัว

ไม่ต้องเตรียม

วิธีการตรวจ

การเจาะเลือดประมาณ 5 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดเลือดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็ง และควรจะนำส่งห้องตรวจภายใน 1 ชั่วโมง

ค่าปกติ

C-reactive protein (CRP) ค่าปกติ

น้อยกว่า 1.0 milligram per deciliter (mg/dL) หรือน้อยกว่า 10 milligrams per liter (mg/L)

การแปลผล

หากค่า CRP สูงอาจจะมีภาวะหรือโรคดังต่อไปนี้(แค่ตัวอย่าง มีโรคหรือภาวะที่ทำให้ค่า CRPเพิ่ม)

มะเร็ง CancerConnective tissue diseaseโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด Heart attackInfectionInflammatory bowel disease (IBD)SLEปอดบวม Pneumococcal pneumoniaข้ออักเสบ Rheumatoid arthritisโรคหัวใจ Rheumatic feverโรควัณโรคTuberculosis

ปัจจัยที่มีผลต่อการตรวจได้แก่

หลังออกกำลังกายใหม่ๆกำลังมีการติดเชื้อใส่ห่วงคุมกำเนิดกำลังตั้งครรภ์หากคุณอ้วน

การตรวจ High-sensitivity C-reactive protein (hs-CRP)

เป็นการตรวจหาปริมาณ CRP ที่มีความไวแม้ว่าจะมีปริมาณ CRP ในเลือดในปริมาณที่ต่ำ การตรวจนี้จะเป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่สูบบุหรี่

#High-sensitivity C-reactive protein (hs-CRP) level 1

ค่าปกติ >> น้อยกว่า 0.1 mg/dL or less than 1 mg/L

#ค่า hs-CRP level และความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

ความเสี่ยงต่ำ >> น้อยกว่า 1.0 mg/L

ความเสี่ยงเหมือนคนทั่วไป >> 1.0 ถึง 3.0 mg/L

ความเสี่ยงสูง >> มากกว่า 3.0 mg/L

สำหรับท่านที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจท่านต้องควบคุมความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และปรึกษาแพทย์

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

การตรวจภาวะการอักเสบ

การตรวจภาวะการอักเสบ
วิธีการประเมินภาวะการอักเสบในร่างกาย ส่วนใหญ่เราจะอาศัยการวัดตัวชี้ระดับการอักเสบในเลือด (Inflammatory Marker) โดยมีหลายตัวชี้วัด เช่น 

1. ESR (Erythrocyte sedimentation rate) เมื่อมีการอักเสบในร่างกาย ตับจะเกิดปฏิกิริยาโดยการสร้างสารโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาในเลือดมากขึ้น สารโปรตีนนี้จะมีผลทำให้เม็ดเลือดแดงเกิดการเกาะติดกันได้ง่าย 

ค่าของ ESR ก็คือระยะทางเป็นมิลลิเมตรที่เม็ดเลือดแดงตกตะกอนลงมาอยู่ที่ก้นหลอดแก้วในเวลา 1 ชั่วโมง ยิ่งค่าของ ESR สูงก็ยิ่งแสดงว่ามีการอักเสบมาก จากหลักการดังกล่าว ESR จึงใช้วัดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในเลือด และใช้วัดภาวะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้อย่างคร่าวๆ 

แพทย์ มักใช้ค่า ESR ในการติดตามผลการรักษา ว่าดีขึ้นหรือไม่ ค่า ESR มีการแปรผันมาก ค่าจะเปลี่ยนแปรไปตามอายุ เพศ ยาที่ใช้ และโรคประจำตัวที่เป็นอยู่



2. CRP (C-Reactive Protein) เป็นโปรตีนตอบสนองในระยะเฉียบพลัน (acute phase reactant protein) อย่างหนึ่ง ซึ่งสร้างจากเซลล์ตับ สารชนิดนี้มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดโรคเส้นเลือดแข็งตัว(atherosclerosis) ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจกำเริบ และการมีอาการของโรคหัวใจครั้งแรก CRP จะถูกสร้างขึ้นเมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบ หรือการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อคล้ายกับการตรวจอัตราการตกของเม็ดเลือดแดงหรืออีเอสอาร์ ESR โดย CRP จะเพิ่มอย่างรวดเร็วภายใน 6 – 10 ชั่วโมง และขึ้นสูงสุดใน 24 – 72 ชั่วโมง และลดลงสู่ระดับปกติใน 1 – 2 สัปดาห์ การตรวจ CRP มีข้อดีกว่า ESR คือ CRP จะให้ผลบวกก่อน ESR และผลกลับมาปกติขณะที่ ESR ยังสูงอยู่ และไม่เปลี่ยนแปลงในภาวะซีด ระดับโกลบูลินในเลือดสูง (hyperglobulinemia) การตั้งครรภ์ และไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศชายและหญิง ขณะที่ ESR เปลี่ยนแปลงในภาวะดังกล่าว วิธีเดิมที่ใช้กันทั่วไป ในห้อง LAB จะวัดค่า serum CRP ได้ในช่วง 10-1000mg/L แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาการวัดแบบความไวสูง หรือที่เรียกว่า hs-CRP (high sensitivity CRP) ซึ่งสามารถวัดค่า CRPได้ต่ำถึง 0.3mg/L ซึ่งมีประโยชน์ในการนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ค่า hs-CRP ควรจะต่ำกว่า 1.0 จึงจะถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ หากค่าอยู่ที่ 1-3 จะมีความเสี่ยงปานกลาง และถ้าค่า hs-CRP สูงกว่า 3 ถือเป็นความเสี่ยงสูง

3. สารจำพวก Interleukin เช่น Interleukin-6 สารตัวนี้หลั่งออกมาจากเม็ดเลือดขาว เป็นการตอบสนองต่อภาวะการอักเสบ เราพบความเกี่ยวข้องระหว่างสารตัวนี้สูง กับโรคหลายโรค เช่น เบาหวาน เส้นเลือดตีบแข็ง ซึมเศร้า อัลไซเมอร์ โรคภูมิแพ้ตัวเอง รูมาตอยด์ โรคมะเร็ง เนื่องจากเราพบสารนี้สูงในภาวะที่มะเร็งลุกลามมากและกำลังกระจาย
Lp-PLA2 เป็นโมเลกุลที่มีความจำเพาะมากขึ้น ต่อภาวะการอักเสบของหลอดเลือด สร้างออกมาจากเม็ดเลือดขาวที่บริเวณเส้นเลือดที่อักเสบ โดยถือเป็นตัวชี้วัดแรกสำหรับวินิจฉัยภาวะพลาคไม่เสถียร ซึ่งมีการอักเสบเกิดขึ้นตลอดเวลา

4. ช่วยประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดหัวใจขาดเลือดได้ การประเมินความเสี่ยง โอกาสเกิดโรคหัวใจโดยอาศัยการตรวจเลือด จากการศึกษาเราพบว่าถ้าเราวัดระดับไขมันโคเลสเตอรอลรวม หรือค่าไขมันไม่ดี LDLเพื่อใช้ประเมินเพียงอย่างเดียว มีค่าพยากรณ์โรคอยู่ที่ประมาณ 2 ความหมายคือ ถ้าใครมีไขมันสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่า ถ้าใช้อัตราส่วนระหว่างไขมันโคเลสเตอรอลรวมต่อไขมันดี HDL(ค่าในอุดมคติไม่เกิน 3.5) หากสูงจะพยากรณ์ความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 3 อย่างไรก็ตามหากใช้ตัวชี้วัดการอักเสบคือโปรตีน CRP ชนิดไวสูง (high-sensitivity CRP) มีค่าการพยากรณ์โรคอยู่ที่ 4 ซึ่งค่านี้เพียงค่าเดียวก็พยากรณ์โรคได้ดีกว่าค่าไขมันเสียอีก และหากใช้ค่า hs-CRP ร่วมกับอัตราส่วนไขมันโคเลสเตอรอล จะมีค่าการพยากรณ์โรคที่ 6 ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุด

การดูแลรักษาภาวะการอักเสบในร่างกาย

วิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรักษา ภาวะการอักเสบ ก็คือหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบ แล้วกำจัดสาเหตุนั้นออกไป หากว่าสาเหตุเกิดจากแบคทีเรียหรือไวรัส ชนิดซ่อนเร้น เราจะใช้การรักษาด้วย ออกซิเดชั่น เพื่อเพิ่มอนุมูลออกซิเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกำจัดไวรัสแบคทีเรียหรือเชื้อรา นอกจากนี้ อนุมูลออกซิเจนจากขบวนการออกซิเดชั่น ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบออกซิเดชั่นในร่างกาย และระบบสมดุลการกำจัดอนุมูลอิสระ ให้กลับมาเป็นปกติ
หากสาเหตุของการอักเสบ เกิดจากสารพิษสะสมตกค้าง สารพิษหลายชนิดเช่น ไดออกซิน ยาฆ่าแมลง ถูกกำจัดได้ด้วย ออกซิเดชั่น ส่วนสารพิษโลหะหนัก ใช้การบำบัดคีเลชั่น
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดความเครียด การออกกำลังกายแบบแอโรบิค การหลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ ทั้งจากอาหาร จากน้ำ จากวิธีการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันและความร้อนสูงตลอดจนวิธีปิ้งย่าง ซึ่งก่อให้เกิดสารพิษมาก

ข้อมูลจาก : http://www.absolute-health.org/thai/article-th-040.htm

ภาวะการอักเสบในร่างกายเกิดขึ้นได้อย่างไร

โดย นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต

นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะการอักเสบในร่างกาย มีสาเหตุเริ่มต้นมาจาก ความเครียดด้านออกซิเดชั่น oxidative stress ในร่างกาย จากสารพิษโลหะหนัก สารอนุมูลอิสระ อาหารไขมันสูง ควันบุหรี่ เป็นต้น
จึงทำให้เยื่อบุหลอดเลือดชั้นในเกิดการอักเสบ จนก่อให้เกิดคราบตะกรัน จนเกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดในที่สุด โดยพื้นผิวของผนังหลอดเลือดด้านในที่ชื่อ ชั้น endothelium ถูกทำลายหรือรบกวน ซึ่งถือว่าเป็นชั้นของเซลล์ที่มีความไวต่อการกระตุ้นมากแม้ว่าจะมีการถูกรบกวนเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยคลอเลสเอรอล LDL ที่ผ่านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น และอนุมูลิสระต่างๆเป็นสาเหตุทำให้ oxidative stress ทำลายผนังหลอดเลือด

โดยกระบวนการนี้จะเกิดเมื่อคลอเลสเตอรอล LDL สามารถผ่านเข้ามายังพื้นที่ใต้เยื่อบุหลอดเลือด ที่เรียกว่า ช่องว่างใต้ผนังในหลอดเลือดหรือชั้น subendothelium ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นกระทำ จากนั้นลอเลสเตอรอลชนิดนี้จึงเริ่มทำลายเยื่อบุหลอดเลือด



ภาวะผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ Endothelial Dysfunction
ร่างกายของเรามีระบบการป้องกันที่ถูกออกแบบมา เพื่อการปกป้องผนังด้านในของหลอดเลือด เมื่อผนังหลอดเลือดถูกคุกคาม ไม่ว่าเกิดจากอนุมูลอิสระ หรือจากการอักเสบเช่นเชื้อโรคไวรัสตกค้างเรื้อรังในร่างกาย ก็จะเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการส่งเม็ดเลือดขาวจำนวนหนึ่ง เพื่อมากำจัดคลอเลสเตอรอลที่เป็นอันตราย ซึ่งตรงจุดนี้จึงเป็นส่วนที่เม็ดเลือดขาวเริ่มกินศัตรู เพื่อลดภาวะของการรบกวนที่เกิดขึ้นกับผนังหลอดเลือดให้น้อยลงที่สุด หากการตอบสนองของปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้นสำเร็จ เยื่อบุหลอดเลือดก็จะได้รับการซ่อมแซม แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในการต่อสู้กับคลอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายนี้ไม่ได้เกิดความสำเร็จขึ้นตลอดเวลา

ในสภาวะปกติที่ร่างกายแข็งแรง เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งเรียกว่า กลไกตอบรับของธรรมชาติ แต่เมื่อคลอเลสเตอรอล LDL เดิมที่มีอยู่ในร่างกาย ถูกกระทำโดยปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น อนุภาคของคลอเลสเตอรอลนั้นๆจะทำร้ายร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวมีวิธีการกำจัดคลอเลสเตอรอลเหล่านั้นที่แตกต่างจากเดิมออกไป เม็ดเลือดขาวจะรวบรวมเซลล์ของ LDL ชนิดอันตรายที่ผ่านอ๊อกซิเดชั่นไว้กับตัวเอง โดยไม่ยอมปล่อยคลอเลสเตอรอลเหล่านั้นออกไป ดังนั้นเมื่อเม็ดเลือดขาวเผชิญกับคลอเลสเตอรอล LDLอีก ก็จะตกอยู่ในฐานะลำบากเพราะขาดกลไกตอบรับทางธรรมชาติไป เม็ดเลือดขาวก็จะมีแต่คลอเลสเตอรอล LDL ที่ผ่านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นยัดเยียดอยู่เต็ม จนเปลี่ยนเป็น Foam cell ที่มีรูปร่างเหมือนก้อนไขมันกลมๆ ซึ่งเป็นอันตราย โดย Foam cell จะติดเข้ากับเยื่อบุหลอดเลือดและกลายตัวเป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัวขั้นแรก ซึ่งเรียกว่า ริ้วไขมัน

ริ้วไขมันหลอดเลือดเป็นโรคของเนื้อเยื่ออักเสบชนิดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการที่เรียกว่า หลอดเลือดแข็ง atherosclerosis อย่างไรก็ดีหากกระบวนการนี้หยุดลงแค่ตรงจุดนี้ อย่างน้อยที่สุดร่างกายก็จะมีโอกาสได้ซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แทนที่ชั้นของเยื่อบุเซลล์ของหลอดเลือดที่เสียหายแล้วจะได้รับการฟื้นฟูแต่กลับถูกระบบซ่อมแซมของร่างกายเข้าทำร้ายเสียเอง ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบมากขึ้นอีกทั้งยังดึงเม็ดเลือดขาวออกมามากกว่าเดิม และเปลี่ยนคลอเลสเตอรอล LDL ให้เป็นคลอเลสเตอรอล LDL ที่ผ่านอ๊อกซิเดชั่น โดยจะนำมาซึ่งความอักเสบเรื้อรังในบริเวณเยื่อบุเซลล์ของหลอดเลือด การอักเสบเรื้อรังเป็นสาเหตุให้ชั้นกล้ามเนื้อของหลอดเลือดมีความหนาตามกระบวนการที่เรียกว่า proliferation ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความหนาของกล้ามเนื้อเซลล์ให้เพิ่มสูงขึ้น จากผลดังกล่าวจึงทำให้หลอดเลือดตีบลง

ข้อมูลจาก : http://www.absolute-health.org/thai/article-th-040.htm